ข่าวสาร
       
   
NEWs
   


ด่วน!อาคารถล่ม หลังเพลิงไหม้นานร่วม 2 ชั่วโมง

       นายอภิรักษ์ กล่าวว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่นำรถยกขนาดใหญ่ และอุปกรณ์ขุดเจาะซากอาคารจากสำนักงานโยธากรุงเทพมหานคร มาทำการยกชิ้นส่วนปูนซึ่งมีขนาดใหญ่ออกจากจุดเกิดเหตุโดยเร็ว เนื่องจากคาดว่าจะมีเจ้าหน้าที่ติดอยู่ภายในซากปูน ประมาณ 7-10 คน ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่จากสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เจ้าหน้าที่อาสาสมัครในพื้นที่ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ
              นายอภิรักษ์กล่าวอีกว่า สภาพที่เกิดเหตุขณะนี้ยังคงมีกลุ่มควันพวยพุ่งออกมาตลอดเวลา เนื่องจากภายในเป็นที่เก็บอะไหล่รถยนต์ซึ่งเป็นเชื้อไฟอย่างดี นอกจากนั้น ที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ก็ยังไม่สามารถฉีดน้ำเพื่อควบคุมเพลิงได้ เนื่องจากเกรงว่าเศษปูนจะชุ่มน้ำและทรุดตัวลงมาอีก ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บที่อยู่ภายนอกตัวอาคาร ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้นำส่งโรงพยาบาลเลิดสินแล้วจำนวนหนึ่ง
              ส่วนอาคารเกิดเหตุ นายอภิรักษ์กล่าวว่า เบื้องต้นได้รับรายงานว่าเป็นอาคาร 5 ชั้น แต่ได้มีการต่อเติมในภายหลังขึ้นไปอีกหลายชั้น และภายในมีอุปกรณ์จำพวกอะไหล่รถยนต์ที่ผลิตจากไฟเบอร์เก็บอยู่เป็นจำนวนมากทำให้เป็นปัญหาในการดับเพลิง เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาในการควบคุมเพลิงนานร่วม 2 ชั่วโมงจนควบคุมเพลิงได้เหลือเฉพาะกลุ่มควัน จากนั้นอาคารได้ถล่มลงมา โดยคาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกหลายชั่วโมงในการเคลียร์ซากอาคารเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ภายใน
              สำหรับเจ้าของอาคารเกิดเหตุ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทำการควบคุมตัวไว้เพื่อทำการสอบสวนหาสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้ และหากมีความผิด ก็จะถูกดำเนินคดีต่อไป
              ด้าน นายสืบสกุล เศรษฐสุทธิ เจ้าหน้าที่ อปพร.เขตบางรัก ที่เข้าไปฉีดน้ำสกัดเพลิงภายในตัวอาคารก่อนตึกถล่ม กล่าวว่า ขณะที่เข้าไปมีเจ้าหน้าที่ผจญเพลิงอยู่ภายในตัวตึกประมาณ 40 คน แต่เมื่อพบว่าอุณหภูมิและกลุ่มควันภายในตัวอาคารเพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับตัวอาคารเริ่มร้าวก็ได้มีวิทยุแจ้งเข้าไปให้เจ้าหน้าที่ผจญเพลิงทุกคนออกมาจากตัวอาคาร ซึ่งตนพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่งได้วิ่งออกมา โดยคาดว่ามีเจ้าหน้าที่ผจญเพลิงติดอยูภานในไม่เกิน 10 คน

              ส่วน ร.ต.อ.สุรเดช เชื้อทิน หัวหน้าชุดผจญเพลิงของสถานีดับเพลิงสวนมะลิ นั้นหลังจากได้รับแจ้งทางวิทยุก็ได้วิ่งออกมาแล้ว โดยเจอกับตนที่บริเวณชั้น 3 แต่เนื่องจาก ร.ต.อ.สุรเดช เป็นห่วงลูกน้องเนื่องจากวิทยุติดต่อไม่ได้จึงได้วิ่งกลับเข้าไปในตัวอาคารอีก ซึ่งคาดว่าน่าจะติดอยู่ที่บริเวณชั้น 1
              ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่บนรถกระเช้า 2 นาย ทราบว่าได้รับบาดเจ็บ ขณะนี้ส่งรักษาตัว ที่ รพ.หัวเฉียว แล้ว ทราบชื่อ จ่าสิบตำรวจลือชัย นันทวงศ์ และ สิบตำรวจเอกวรจิตร มอญขาม ส่วนผู้ที่ติดอยู่ภายใน ขณะนี้ทราบว่า มี ร.ต.อ.สุรเดช เชื้อทิน หัวหน้าชุดผจญเพลิงของสถานีดับเพลิงสวนมะลิ พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจอีก 3 นาย และเจ้าหน้าที่มูลนิธิ ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งให้การช่วยเหลือเป็นการด่วน
              สำหรับผู้บาดเจ็บทราบชื่อแล้วคือ นายแสงอรุณ พ่วงติวงศักดิ์ และนายสันติ โพธิ์เนียม เจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำส่งโรงพยาบาลหัวเฉียว ส่วนผู้ที่นำส่งโรงพยาบาลจุฬาฯ ทราบชื่อ นายธรานนท์ โรจน์จิระโกสิทธิ์ และนายสุทัศน์ ลีพัฒนเมธากุล อาสาสมัครดับเพลิง
              ส่วนรายชื่อผู้บาดเจ็บเพิ่มเติมคือ นายสุรินทร์ จันทร์ทับ อายุ 20 ปี,พ.ต.ท.กิตติ วิริยะสกุลพันธ์ อายุ 53 ปี เจ้าหน้าที่ตำรวจดับเพลิงสวนมะลิ,นายอภินันท์ ปัญญาวรายุทธ อายุ 24 ปี เจ้าหน้าที่ อปพร.ธนบุรี และนายธนัช อุ่นใจเพื่อน อายุ 23 ปี เจ้าหน้าที่อปพร.เขตบางกอกน้อย ซึ่งทั้งหมดได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นในที่เกิดเหตุ ก่อนนำส่งรพ.จุฬา และ รพ.เลิดสิน

ที่มาจาก :ผู้จัดการออนไลน์
วันที่      :
9 มกราคม 2548 19:10 น.

เพลิงเผารง.ซีพีพินาศร้อยล้าน

มื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 3 ธ.ค. พ.ต.ต.มงคล บุญโชติ สารวัตรเวร สภ.กิ่ง อ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง รับแจ้งเกิดเพลิงไหม้ในโรงงาน ซี.พี.เจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งเป็นโรงงานอุตสาหกรรม ผลิตพลาสติก ในเครือ ซี.พี.กรุ๊ป ตั้งอยู่เลขที่ 111/1 หมู่ 2 ต.นิคมพัฒนา จึงรายงานให้ พ.ต.อ.ประสาน บุญเหมือน ผกก. พ.ต.ท.ศรีศักดิ์ สร้อยศรี รอง ผกก.ป. นำกำลังตำรวจพร้อม รถดับเพลิงรุดไปสกัดเพลิง    พบว่าไฟกำลังลุกไหม้บนชั้น 4 ของโรงงานผลิต RIGID PVC FILM PLANT (แผ่นฟิล์มแข็ง) ซึ่งเป็นอาคารสูง 5 ชั้น ของบริษัทเจริญโภคภัณฑ์ปิโตรเคมี-คอล จำกัด เพลิงได้ลุกลามไหม้อย่างรุนแรงเปลวเพลิงแดงฉานและควันไฟพวยพุ่งจับท้องฟ้าดำมืด เจ้าหน้าที่ดับเพลิงพยายามฉีดน้ำสกัด แต่ไม่สามารถควบคุมเพลิงได้ เนื่องจากเป็นอาคารสูงฉีดน้ำไม่ถึงประกอบกับมีลมกระโชกแรง กับมีเสียงระเบิดสลับดังเป็นระยะ และสารเคมีส่งกลิ่นเหม็นเป็นบริเวณกว้าง จึงได้ประสานไปยังสำนักงานการนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด (กนอ.) ติดต่อขอรถดับเพลิงจากหน่วยดับเพลิงของบริษัทปิโตรเคมีแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือเอ็นพีซี บริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) หรือทีพีไอ รถดับเพลิงจากเทศบาลเมืองมาบตาพุด กองบินทหารเรือ และเทศบาลใกล้เคียงรวม 15 คัน มาสนับสนุนในการสกัดเพลิง   เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบปากคำพนักงานของโรงงานที่อยู่ในเหตุการณ์เปิดเผยว่า ก่อนเกิดเหตุขณะกำลังทำงาน ในโรงงานบนชั้น 4 ของอาคารผลิตริจิด พีวีซี ฟิล์ม ได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้นภายในอาคารและเกิดไฟลุกลามขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่สามารถดับได้ทันจึงพากันเผ่นหนีตายออกจากโรงงานกันโกลาหล สำหรับอาคารที่เกิดเหตุนอกจากใช้ภายในอาคารผลิตแผ่นฟิล์มแข็ง แล้วยังใช้เป็นที่เก็บสารเคมีต่างๆ รวมทั้งเป็นที่ผลิตเสื่อน้ำมัน เม็ดพลาสติก ทำให้เป็นเชื้อเพลิงลุกไหม้อย่างรวดเร็ว    ส่วนการดับเพลิงเจ้าหน้าที่ระดมฉีดน้ำสกัดอย่างหนักใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมงจึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ โดยตัวอาคารพร้อมเครื่องจักรรวมทั้งวัสดุ และอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในกระบวนการผลิตถูกไฟเผาวอดวายทั้งโรงงาน เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างติดตามตัวเจ้าของโรงงานและผู้เกี่ยวข้องมาสอบสวน ขณะเดียวกันได้ประสานเจ้าหน้าที่วิทยาการมาตรวจสอบหาสาเหตุเพลิงไหม้ เบื้องต้นสันนิษฐานว่าสาเหตุเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร ส่วนค่าเสียหายคาดว่ามีมูลค่านับร้อยล้านบาท ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะเกิดเพลิงไหม้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ของโรงงานได้นำแผงมาปิดกั้น ทางเข้าโรงงานพร้อมห้ามผู้สื่อข่าวเข้าไปทำข่าวอย่างเด็ดขาด จนเกิดกระทบกระทั่งมีการผลักอกผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ ฉบับหนึ่งจนเจ้าหน้าที่โรงงานต้องเข้ามาชี้แจงทำความ เข้าใจ แต่ก็ไม่ยอมเปิดเผยรายละเอียดของการเกิดเพลิงไหม้ โดยบอกเพียงว่าหลังเหตุการณ์เพลิงไหม้ยุติจะชี้แจงรายละเอียด ให้ทราบและกันผู้สื่อข่าวออกไปนอกโรงงาน ด้านนายสุเมธา วิเชียรเพชร หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติฉุกเฉินสารเคมี กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงกรณีเกิดเพลิงไหม้โรงงานดังกล่าวว่า ไม่น่าจะเกิดปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมเนื่องจากเม็ดพลาสติกกลุ่มโพลีไวนิลคลอไรด์ โพลิเมอร์ ที่ถูกไฟไหม้ เมื่อกลายเป็นของเหลวจะแข็งตัวและไม่ละลายน้ำ แต่สิ่งที่น่าห่วงคือเม็ดพลาสติกเหล่านี้เมื่อถูกเผาไหม้จะกลายเป็นแก๊สพิษไฮโดรเจนคลอไรด์ หากสูดดมจะทำให้เกิดการระคายเคือง และมีผลต่อระบบทางเดินหายใจ นอกจากนี้ตัวเม็ดพลาสติกที่เผาไหม้ไม่ สมบูรณ์ก็จะเกิดแก๊สไวนิลคลอไรด์ ซึ่งมีผลต่อระบบทางเดินหายใจเช่นกัน จึงขอเตือนให้หลีกเลี่ยงในจุดที่มีควันไฟจากการเผาไหม้ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องระมัด ระวังเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม แก๊สเหล่านี้จะเจือจางได้ ในอากาศและไม่มีการตกค้างของแก๊สหากสามารถควบคุมสถานการณ์ได้
ที่มาจาก : www.thairath.co.th
วันที่      : Monday 06 Dec 04

 


''อภิรักษ์''ขีดเส้นตายตึกเก่า 60วัน ''ระบบป้องกันไฟ''ไร้มาตรฐานเจอดี

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน ที่อาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร(ไทย-ญี่ปุ่น) ดินแดง นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯกทม. เป็นประธานในการประชุมร่วมของเจ้าของอาคารขนาดใหญ่พิเศษ อาคารสูง และอาคารชุมนุมคนตามโครงการหลักประกันความปลอดภัยจากอัคคีภัยในอาคารสาธารณะ โดยมีเจ้าของอาคารกว่า 2,000 แห่งเข้าร่วมประชุมเพื่อรับทราบรายละเอียดระบบมาตรฐานในการป้องกันอัคคีภัย รวมทั้งเปิดโอกาสให้เจ้าของอาคารและผู้ประกอบการได้ซักถามข้อสงสัยและเสนอแนะความคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรการป้องกันอัคคีภัยด้วย       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กทม.ได้ชี้แจงหลักเกณฑ์ในการตรวจสอบระบบป้องกันอัคคีภัย เพื่อให้เจ้าของอาคารดำเนินตรวจสอบให้อุปกรณ์ต่างๆ อยู่ในสภาพปลอดภัยใช้การได้ตามกฎหมาย โดย กทม.ได้แจกแบบฟอร์มการตรวจสอบให้กับเจ้าของอาคารเพื่อให้เจ้าของอาคารตรวจสอบและแจ้งกลับมายังสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(สปภ.) ภายใน 30 วัน ว่าอาคารผ่านมาตรฐานการตรวจสอบหรือไม่ หลังจากนั้น กทม.จะส่งชุดตรวจร่วมโดยมีเจ้าหน้าที่จาก สปภ. สำนักการโยธา(สนย.) และสำนักงานเขต เข้าตรวจสอบอาคารซ้ำอีกครั้ง หากยังไม่ผ่านมาตรฐานที่กทม.กำหนด กทม.จะให้เวลาในการแก้ไขให้เสร็จภายใน 60 วัน แต่หากยังไม่มีการปรับปรุงแก้ไข กทม.จะออกใบเตือนมีอายุ 1 ปี ทั้งนี้ เจ้าของอาคารจะต้องติดใบรับรองและใบเตือนให้ผู้ใช้อาคารทราบโดยทั่วกัน ถ้าได้มาตรฐานจะมอบเครื่องหมายหลักประกันติดตั้งบริเวณหน้าอาคาร    นายอภิรักษ์กล่าวว่า วันนี้มีเจ้าของอาคารสูงเข้าร่วมประชุมกว่า 90% ของอาคารสูงใน กทม.ทั้งหมด ซึ่งต่อไปอาคารสูงทุกแห่งจะต้องมีระบบป้องกันอัคคีภัยตามที่ กทม.กำหนด หรือมีระบบป้องกันภัยครบ 100% ให้ได้ เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน สำหรับเจ้าของอาคารที่ไม่มาร่วมประชุมอีก 10% นั้น กทม.จะไม่เพ่งเล็งเป็นพิเศษ แต่จะส่งชุดตรวจเข้าไปตรวจสอบระบบอัคคีภัยก่อนเป็นกลุ่มแรก   นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ รองผู้ว่าฯกทม. กล่าวว่า คาดว่า กทม.จะดำเนินการตรวจสอบอาคารให้เสร็จสิ้นภายในเดือนมีนาคม 2548 และภายใน 3-4 เดือนข้างหน้านี้ก็จะมีการออกกฎกระทรวงใหม่เพื่อมาบังคับเจ้าของอาคารให้มีมาตรการป้องกันอัคคีภัย ซึ่งจะมีการเอาผิดกับเจ้าของอาคาร และมีประกันภัยแก่บุคคลที่ 3 นอกจากนี้ในอนาคต กทม.จะตรวจสอบระบบอัคคีภัยบ้านพักอาศัย ตึกแถว อาคารพาณิชย์ และสถานศึกษา เนื่องจากอาคารเหล่านี้มีความเสี่ยงสูงกว่ากลุ่มอาคารสูงและจะสั่งการเป็นพิเศษไม่ให้มีการรับเงินใต้โต๊ะ    เจ้าของอาคารใหญ่รายหนึ่งเปิดเผยว่า ได้ทำธุรกิจอาคารคอนโดสูง 23 ชั้น ซึ่งที่ผ่านมาไม่ได้ละเลยการป้องกันอัคคีภัยแม้แต่น้อย แต่เนื่องจากอาคารสร้างในปี 2528 ก่อนที่ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2540 จะออกบังคับใช้ จึงไม่มีระบบสปริงเกอร์และเครื่องจับควัน หาก กทม.สั่งเพิ่มระบบดังกล่าวก็ไม่สามารถทำได้เพราะต้องแก้ไขระบบอาคารค่อนข้างมาก

ที่มาจาก :www.safetyinspectors.org
       

      บริษัทชินรัช โฟร์เทคเตอร์จำกัด
       112 ซอยรามคำแหง112 , ถนนรามคำแหง แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง กรุงเทพ ฯ 10240
        โทรศัพท์ : 02-7293210  โทรสาร : 02-7295432 , 02-7296432 , 02-7296543 , 02-7295210 
        E-mail:
info@shinaracha-frotector.com  
Official Distributor